คำคมวันละนิด

"อย่าเอาหัวใจไปผูกกับตีนใคร เมื่อเขาก้าวออกไปคนที่เจ็บก็คือเรา"

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ตอบคำถามข้อ 1-4

      1. ผังข่ายงานมี 2 ประเภท คือ AOA และ AON มีประโยชน์อย่างไรบ้าง และ ประเภทใดที่ท่านคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ที่สุด เพราะอะไร

      ตอบคำถาม ข้อ 1
       1. ทราบเวลาแน่นอน
       2. บอกความสัมพันธ์ของงาน
       3. บอกถึงเวลาของแต่ละงาน
       4. แต่ละงานเริ่มเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ และสามารถเปลี่ยนเป็นแผนทรัพยากรได้
       5. ใช้เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ระหว่างแผนกที่ทำงานร่วมกัน
       6. บอกถึงเวลาเสร็จงาน
       7. บอกได้ว่างานไหนวิกฤต Critical
       8. บอกได้ว่างานไหนลอยตัว Slack
           AON มีประโยชน์มากที่สุด เพราะ AON จะช่วยให้การเขียนสะดวกขึ้น โดยการเขียนกิจกรรมลงใน Node เลยโดยที่ใช้สัญลักษณ์เป็นกล่องสี่เหลี่ยมแทน และไม่จำเป็นต้องอาศัยกิจกรรม Dummy Activity เข้าช่วย และเชื่อมโยงกิจกรรมด้วยลูกศรอีก

         2. การเขียนโครงการส่วนประกอบที่สำคัญและที่คิดว่าจะทำให้เราได้รับการอนุมัติให้จัดทำโครงการน่าจะเป็นส่วนไหน

         ตอบคำถาม ข้อ 2
         ส่วนของงบประมาณ และส่วนของประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เพราะว่าผู้บริหารหรือว่าผู้ว่าจ้างให้ทำโครงการส่วนมากจะคำนึงถึงงบประมาณในการทำโครงการมากที่สุด รองลงมาก็จะเป็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำโครงการนี้ขึ้นมาว่าเมื่อทำแล้วจะได้ประโยชน์กับองค์กรมากน้อยเท่าไร คุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่

         3. เส้นทางวิกฤติ Critical Path มีประโยชน์อย่างไรในการบริหารโครงการ ถ้าหากมีเส้นทางวิกฤตหลายๆ เส้นเราจะทำอย่างไร

         ตอบคำถามข้อ 3
        1. ทำให้ผู้บริหารมีการวางแผนอย่างรอบคอบ
        2. ก่อให้เกิดความผูกพันและการสื่อสาร
        3. เป็นเครื่องมือในการควบคุมติดตามที่มีประสิทธิภาพ
        4. ทำให้ค้นพบกิจกรรมที่คาดว่าจะก่อให้เกิดปัญหา
        5. มีการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม
        6. ง่ายต่อความเข้าใจ
        ถ้ามีเส้นทางวิกฤตหลายเส้นทาง ให้เลือกเส้นทางที่มีค่าแปรปรวน( 2 ) มากกว่าเป็นเส้นทางวิกฤต

         4. ทำไม่เราจะต้องหาค่าความน่าจะเป็นของโครงการที่จะแล้วเสร็จ มีประโยชน์อย่างไรต่อการบริหารโครงการระบบสารสนเทศ

         ตอบคำถามข้อ 4
        ทำให้ทราบถึงเวลาแล้วเสร็จของโครงการว่าเป็นเท่าใด และหากว่ามีกิจกรรมใดไม่เสร็จตามกำหนดการจะส่งผลกระทบทำให้โครงการแล้วเสร็จล่าช้า ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนตัดสินใจเพื่อควบคุมโครงการหรือเร่งรัดโครงการต่อไป

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การประเมินผลโครงการด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศ จะประเมินผลโครงการอย่างไร

            ประเมินผลโครงการโดยใช้ แบบจำลอง CIPP Model เป็นการประเมินที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง มีจุดเน้นที่สำคัญ คือ ใช้ควบคู่กับการบริหารโครงการ เพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา วัตถุประสงค์การประเมิน คือ การให้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ เน้นการแบ่งแยกบทบาทของการทำงานระหว่าง ฝ่ายประเมินกับ ฝ่ายบริหารออกจากกันอย่างเด่นชัด กล่าวคือฝ่ายประเมินมีหน้าที่ระบุ จัดหา และนำเสนอสารสนเทศให้กับฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายบริหารมีหน้าที่เรียกหาข้อมูล และนำผลการประเมินที่ได้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เพื่อป้องกันการมีอคติในการประเมิน และได้แบ่งประเด็นการประเมินผลออกเป็น 4 ประเภท คือ
           1. การประเมินด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation : C) เป็นการประเมินให้ได้ข้อมูลสำคัญ เพื่อช่วยในการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ เป็นการตรวจสอบว่าโครงการที่จะทำสนองปัญหาหรือความต้องการจำเป็นที่แท้จริงหรือไม่ วัตถุประสงค์ของโครงการชัดเจน เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายขององค์การ หรือ นโยบายหน่วยเหนือหรือไม่ เป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ในแง่ของโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ หรือไม่ เป็นต้น
              การประเมินสภาวะแวดล้อมจะช่วยในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่อง โครงการควรจะทำในสภาพแวดล้อมใด ต้องการจะบรรลุเป้าหมายอะไร หรือต้องการบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะอะไร เป็นต้น
           2. การประเมินปัจจัยเบื้องต้นหรือปัจจัยป้อน (Input Evaluation : I ) เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ของโครงการ ความเหมาะสม และความพอเพียงของทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ เช่น งบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เวลา รวมทั้งเทคโนโลยีและแผนการดำเนินงาน เป็นต้น
               การประเมินผลแบบนี้จะทำโดยใช้ เอกสารหรืองานวิจัยที่มีผู้ทำไว้แล้ว หรือใช้วิธีการวิจัยนำร่องเชิงทดลอง (Pilot Experimental Project) ตลอดจนอาจให้ผู้เชี่ยวชาญ มาทำงานให้ อย่างไรก็ตาม การประเมินผลนี้จะต้องสำรวจสิ่งที่มีอยู่เดิมก่อนว่ามีอะไรบ้าง และตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการใด ใช้แผนการดำเนินงานแบบไหน และต้องใช้ทรัพยากรจากภายนอก หรือไม่
           3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P ) เป็นการประเมินระหว่างการดำเนินงานโครงการ เพื่อหาข้อบกพร่องของการดำเนินโครงการ ที่จะใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนา แก้ไข ปรับปรุง ให้การดำเนินการช่วงต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการตรวจสอบกิจกรรม เวลา ทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ ภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการ โดยมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกขั้นตอน การประเมินกระบวนการนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการค้นหาจุดเด่น หรือจุดแข็ง (Strengths) และจุดด้อย (Weakness) ของนโยบาย/แผนงาน/โครงการ มักจะไม่สามารถศึกษาได้ภายหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้ว
                 การประเมินกระบวนการจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นระยะ ๆ เพื่อการตรวจสอบการดำเนินของโครงการโดยทั่วไป การประเมินกระบวนการมีจุดมุ่งหมาย คือ
                 3.1 เพื่อการหาข้อบกพร่องของโครงการ ในระหว่างที่มีการปฏิบัติการ หรือการดำเนินงานตามแผนนั้น
                 3.2 เพื่อหาข้อมูลต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินงาน ของโครงการ
                 3.3 เพื่อการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการดำเนินงานของโครงการ
            4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P ) เป็นการประเมินเพื่อเปรียบเทียบผลผลิตที่เกิดขี้นกับวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือความต้องการ/เป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งการพิจารณาในประเด็นของการยุบ เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการและการประเมินผล เรื่องผลกระทบ (Impact) และผลลัพธ์( Outcomes ) ของนโยบาย / แผนงาน / โครงการ โดยอาศัยข้อมูลจากการประเมินสภาวะแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้นและกระบวนการร่วมด้วย จะเห็นได้ว่า การประเมินแบบ CIPP เป็นการประเมินที่ครอบคลุมองค์ประกอบของระบบทั้งหมด ซึ่งผู้ประเมินจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน กำหนดประเด็นของตัวแปรหรือตัวชี้วัด กำหนดแหล่งข้อมูลผู้ให้ข้อมูล กำหนดเครื่องมือการประเมิน วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล และเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน